กรมชลประทาน จัดการประชุมปัจฉิมนิเทศ โครงการศึกษาความเหมาะสมการปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาปากพนังบน โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาปากพนังล่าง และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาระโนด-กระแสสินธุ์ จังหวัดนครศรีธรรมราชและจังหวัดสงขลา ระหว่างวันที่ 25–27 สิงหาคม 2569 รวม 3 เวที เพื่อเผยแพร่ผลการศึกษาและรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน นำไปสู่การวางแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ
นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน ได้ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำควบคู่กับการดูแลประชาชนและสิ่งแวดล้อม จึงมอบหมายให้สำนักบริหารโครงการดำเนินการศึกษาแนวทางปรับปรุงระบบชลประทานทั้ง 3 โครงการ เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำและบรรเทาอุทกภัย โดยคำนึงถึงลักษณะพื้นที่ วิถีชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการเสนอความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ

ทั้งนี้ เนื่องจากทั้ง 3 โครงการมีพื้นที่เชื่อมโยงกัน และประสบปัญหาด้านน้ำร่วมกัน ทั้งการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง น้ำท่วมในฤดูฝน และน้ำเค็มรุกล้ำ ส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำและพื้นที่การเกษตร การศึกษาครั้งนี้จึงมุ่งวางแนวทางบริหารจัดการน้ำ ซึ่งจะพิจารณาภาพรวมทั้งระบบ เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงการบริหารน้ำระหว่างพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จากสภาพปัญหาดังกล่าว ผลการศึกษาฯ ได้เสนอแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำของทั้ง 3 โครงการให้เชื่อมโยงกัน ตั้งแต่การเพิ่มน้ำต้นทุน ซ่อมแซมและปรับปรุงระบบส่งน้ำและระบายน้ำ เพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักและบริหารจัดการน้ำในพื้นที่พรุควนเคร็ง เชื่อมโยงโครงข่ายน้ำจากคลองชะอวด-แพรกเมืองไปยังพื้นที่ระโนด-กระแสสินธุ์ รวมถึงปรับปรุงประตูกั้นน้ำเค็ม มีการนำระบบตรวจวัดและเทคโนโลยีที่ทันสมัย มาใช้สนับสนุนในการบริหารจัดการน้ำ หวังช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และน้ำเค็มรุก ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ยังได้จัดกิจกรรมสื่อสัญจร นำคณะสื่อมวลชนรับฟังข้อมูลและลงพื้นที่ติดตามสภาพจริงของทั้ง 3 โครงการฯ เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหา แนวทางการศึกษา และการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ ก่อนนำข้อมูลไปถ่ายทอดสู่สาธารณชนอย่างถูกต้องและรอบด้าน 


สำหรับความคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ได้รับจากทั้ง 3 เวที กรมชลประทานจะนำไปประกอบการสรุปผลการศึกษาฯ เพื่อให้แนวทางการปรับปรุงโครงการมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการของประชาชน มุ่งเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำ ช่วยลดผลกระทบจากอุทกภัย ภัยแล้ง และน้ำเค็มรุก สามารถสนับสนุนภาคการเกษตร และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืนต่อไป



























