ผ่านพ้นไปอย่างอบอุ่นสำหรับงานเสวนาทางวรรณกรรม “ความยั่งยืนของงานเขียน สู่วรรณกรรมอมตะร่วมสมัย (Modern Classic)” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมซีนิท สุขุมวิท กรุงเทพฯ โดยได้รับความสนใจจากสื่อมวลชน นักวิชาการ ตลอดจนผู้อ่านและแฟนหนังสือเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง สะท้อนพลังและความมีชีวิตชีวาของแวดวงวรรณกรรมไทยในปัจจุบัน หนึ่งในช่วงเวลาที่สร้างความประทับใจให้กับผู้เข้าร่วมงาน คือการปรากฏตัวของนักเขียนรางวัลซีไรต์ อัญชัน หรือ อัญชลี วิวัธนชัย ซึ่งเดินทางไกลมาจากประเทศสหรัฐอเมริกากว่า 20 ชั่วโมง ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในหลายพื้นที่ของโลกในช่วงเวลานี้ แต่ยังคงมาพร้อมรอยยิ้มและความตั้งใจเต็มเปี่ยม เพื่อร่วมเปิดตัวผลงานใหม่และพบปะผู้อ่านชาวไทยอย่างใกล้ชิด สร้างบรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเองตลอดทั้งงาน



นอกจากนี้ ยังสะท้อนภาพโลกในลักษณะ dystopia ที่มนุษย์อาจไม่สามารถดำรง “ความเป็นมนุษย์” ได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งทำให้งานเขียนเรื่องนี้ไม่เพียงตั้งคำถามเชิงปรัชญา แต่ยังเชื่อมโยงกับวิกฤตและความเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบันได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามมองว่า งานเขียนที่สามารถตั้งคำถามต่อโครงสร้างชีวิต และสะท้อนประเด็นร่วมสมัยในระดับสากลได้เช่นนี้ คือคุณสมบัติสำคัญของวรรณกรรมที่มีศักยภาพก้าวสู่ความเป็น “Modern Classic” ในอนาคต
ปิดท้ายงานเสวนาที่ พัชญ์ภารัณ กรณ์วณิชพัชร์ นักจิตวิทยาการปรึกษา ฝ่ายส่งเสริมสุขภาวะนิสิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงหนังสือ Once Upon a Dream กาลครั้งหนึ่งในความฝันของอัญชัน ว่าเป็นงานเขียนที่สะท้อนมิติทางจิตวิทยาได้อย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะผลกระทบของความรุนแรงในครอบครัวที่มีต่อพัฒนาการทางอารมณ์ของเด็ก ซึ่งอาจนำไปสู่การแยกตัวจากความจริงเพื่อปกป้องจิตใจ
ผลงานชี้ให้เห็นถึงกลไกการรับมือกับบาดแผลทางอารมณ์ของมนุษย์ ทั้งการหลีกหนี การกดทับความรู้สึก และการสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” ทางจิตใจ ซึ่งเป็นประสบการณ์สากลที่ผู้อ่านสามารถเชื่อมโยงได้ พร้อมเปิดมุมมองให้เข้าใจความซับซ้อนของจิตใจมนุษย์ได้ลึกยิ่งขึ้น ทั้งยังมองว่างานเขียนที่สามารถสะท้อนความจริงของชีวิต สร้างความตระหนักรู้ และมอบคุณค่าทางความคิดแก่ผู้อ่านในระยะยาว ไม่เพียงให้ความบันเทิง แต่ยังทำหน้าที่เป็น “เข็มทิศทางใจ” ได้เช่นนี้ คือคุณสมบัติสำคัญของวรรณกรรมที่มีศักยภาพก้าวสู่ความเป็น “Modern Classic” ในอนาคต
สำหรับบรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความคึกคักและเป็นกันเอง ผู้เข้าร่วมงานได้ร่วมรับฟังเสวนาอย่างใกล้ชิด พร้อมเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซักถามประเด็นทางวรรณกรรมกับวิทยากรอย่างเข้มข้น นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมถ่ายภาพร่วมกับนักเขียน การแจกลายเซ็นหนังสือ และกิจกรรมสร้างการมีส่วนร่วมอื่น ๆ ที่ช่วยเติมเต็มประสบการณ์และสร้างความประทับใจให้กับผู้เข้าร่วมงานอย่างมาก
เวทีเสวนาครั้งนี้ตอกย้ำบทบาทของวรรณกรรมไทยในฐานะพลังความคิดที่ยังคงเคลื่อนไหวและเชื่อมโยงกับโลกปัจจุบัน พร้อมเปิดมุมมองใหม่ต่อการสร้างสรรค์งานเขียนที่สามารถก้าวสู่ความเป็น “Modern Classic” ได้อย่างมีความหมาย — และอาจไม่ใช่คำถามว่าวรรณกรรมไทย “จะไปถึง” จุดนั้นได้หรือไม่ แต่คือ “กำลังไปถึงแล้ว” ในวันนี้


























