กรมชลฯ แจ้งเพิ่มการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา หลังน้ำเหนือเพิ่ม คาด C.2 แตะ 1,800 ลบ.ม./วิ

0
78937

วันนี้ (23 กันยายน 2569) นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานเตรียมปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา เพื่อรองรับปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากฝนที่ตกต่อเนื่อง โดยเป็นไปตามมติคณะอนุกรรมการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ซึ่งให้พิจารณาข้อมูลปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบน ปริมาณน้ำที่ไหลผ่านจุดสำคัญ สถานการณ์ฝนในพื้นที่ และแนวโน้มปริมาณน้ำที่จะไหลลงสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพื่อวางแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์และเหมาะสมกับพื้นที่

จากการติดตามและคาดการณ์ปริมาณน้ำในช่วงวันที่ 23–25 กันยายน 2569 พบว่า ปริมาณน้ำที่สถานี C.2 นครสวรรค์ อาจเพิ่มขึ้นสูงสุดประมาณ 1,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (ลบ.ม./วินาที) ประกอบกับปริมาณน้ำจากลำน้ำสาขาที่คาดว่าจะมีประมาณ 300–400 ลบ.ม./วินาที ส่งผลให้มีปริมาณน้ำที่สถานี C13 เขื่อนเจ้าพระยาประมาณ 2,100–2,200 ลบ.ม./วินาที

กรมชลประทานจึงมีความจำเป็นต้องทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาให้อยู่ในเกณฑ์ไม่เกิน 2,000 ลบ.ม./วินาที เพื่อบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ การปรับเพิ่มการระบายน้ำอาจส่งผลให้ระดับน้ำบริเวณท้ายเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มขึ้นประมาณ 0.70–1.20 เมตร โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่อยู่นอกแนวคันกั้นน้ำ ในพื้นที่อำเภอเสนา ผักไห่ บางบาล พระนครศรีอยุธยา บางปะอิน บางไทร และพื้นที่ใกล้เคียง รวมถึงพื้นที่ริมแม่น้ำน้อย จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบการริมแม่น้ำ และประชาชนที่อาศัยอยู่สองฝั่งแม่น้ำ ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมความพร้อมรับมือและเฝ้าระวังผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่นอกแนวคันกั้นน้ำ

ล่าสุด เมื่อเวลา 06.00 น. วันนี้ (23 กันยายน 2569) สถานี C.2 อำเภอเมืองนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,737 ลบ.ม./วินาที ขณะที่สถานี C.13 เขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,620 ลบ.ม./วินาที
ทั้งนี้ กรมชลประทานจะติดตามและประเมินสถานการณ์น้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาอย่างต่อเนื่อง พร้อมบริหารการระบายน้ำให้เหมาะสมกับปริมาณน้ำและสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา หากมีความจำเป็นต้องปรับเพิ่มการระบายน้ำ จะประสานจังหวัด หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และแจ้งให้ประชาชนทราบโดยเร็ว เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถเตรียมความพร้อมและรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม