กรมชลฯ เดินหน้าเพิ่มน้ำต้นทุนมหาสารคาม รับมือน้ำหลาก-ภัยแล้ง หนุนเกษตรยั่งยืน

0
78570

วันนี้ (13 กันยายน 2569) นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม เพื่อตรวจราชการพร้อมติดตามการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ โดยมี นายวรพจน์ เพชรนรชาติ รองอธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย นายวัชระ ไกรสัย ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 6 นายเจษฎาพงษ์ ทิพสิงห์ รองผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 6 คณะผู้บริหาร และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่และรายงานผลการดำเนินงาน

ในการนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ เดินทางไปยังฝายเปรม-ห้วยเชียงส่ง ตำบลเขวาใหญ่ อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม เพื่อรับฟังแนวทางการพัฒนาพื้นที่ลำห้วยเชียงส่ง สำหรับแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในช่วงฤดูฝนและเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนในช่วงฤดูแล้ง โดยลำห้วยเชียงส่งมีความจุเก็บกัก 10 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันมีประตูระบายน้ำห้วยเชียงส่ง สถานีสูบน้ำป้องกันน้ำท่วม และพนังกั้นน้ำในพื้นที่ เพื่อช่วยบริหารจัดการน้ำ

อย่างไรก็ตาม ในช่วงฤดูฝนเมื่อระดับน้ำในแม่น้ำชีเพิ่มสูงขึ้น จะส่งผลต่อการระบายน้ำจากลำห้วยเชียงส่ง ทำให้เกิดน้ำเอ่อล้นและท่วมขังพื้นที่การเกษตร ขณะที่ในช่วงฤดูแล้งยังมีข้อจำกัดด้านแหล่งเก็บกักและระบบกระจายน้ำ กรมชลประทานจึงมีแผนเสนอขอตั้งงบประมาณปี พ.ศ. 2571-2572 จำนวน 3 รายการ ประกอบด้วย สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าพร้อมระบบส่งน้ำบ้านขี การปรับปรุงพนังกั้นน้ำห้วยเชียงส่งฝั่งซ้าย และการปรับปรุงคันพนังกั้นน้ำ B1 ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ ครอบคลุมพื้นที่การเกษตร 21,500 ไร่ และประชาชนได้รับประโยชน์กว่า 2,235 ครัวเรือน

ทั้งนี้ กรมชลประทานยังมีแผนปรับปรุงประตูระบายน้ำฝายเปรม (บ้านดอนเงิน) ตำบลเขวาใหญ่ อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและเก็บกักน้ำ พร้อมก่อสร้างสะพานสำหรับการสัญจรของประชาชน โดยจะช่วยให้สามารถเก็บกักน้ำได้เต็มศักยภาพ สนับสนุนพื้นที่การเกษตรและสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า จำนวน 3 สถานี ครอบคลุมพื้นที่รับประโยชน์กว่า 5,500 ไร่ รวมทั้งเป็นเส้นทางเชื่อมโยงระหว่างตำบลแห่ใต้ อำเภอโกสุมพิสัย และตำบลเขวาใหญ่ อำเภอกันทรวิชัย

การดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกรมชลประทานในการเร่งพัฒนาและฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำให้มีประสิทธิภาพ สามารถรองรับสถานการณ์ทั้งน้ำหลากและภัยแล้ง เพิ่มความมั่นคงด้านน้ำให้แก่ภาคการเกษตร ตลอดจนสนับสนุนการอุปโภคบริโภคและกิจกรรมต่าง ๆ ของประชาชน พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ให้มีความมั่นคงและยั่งยืนต่อไป