ปลดล็อกวิกฤตที่อยู่อาศัยคนจนเมือง ชูชุมชนแกนหลักแก้ปัญหา กระจายอำนาจท้องถิ่น ดันโมเดลห้องเช่าคนละครึ่ง-บ้านมั่นคง ลดเหลื่อมล้ำ ตอกย้ำชุมชนเข้มแข็ง

0
77925

วุฒิสภา-พอช. ร่วมกับภาคีเครือข่าย เปิดเวที “Unlock เมืองเหลื่อมล้ำ พลิกนโยบาย คืนสิทธิ์ที่อยู่อาศัยให้คนจนเมือง” ระดมความเห็นแก้วิกฤตที่อยู่อาศัย ชูโมเดล “ชุมชนเป็นแกนหลัก” เสนอทบทวนแผนที่อยู่อาศัย 20 ปี กระจายอำนาจให้ท้องถิ่นและผลักดัน “บ้านมั่นคง-ห้องเช่าคนละครึ่ง” ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างชุมชนเข้มแข็ง

วันที่ 18 สิงหาคม 2569 นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชนสิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา เป็นประธานเปิดการสัมมนา “Unlock เมืองเหลื่อมล้ำ พลิกนโยบาย คืนสิทธิ์ที่อยู่อาศัยให้คนจนเมือง” ซึ่งคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. และภาคีเครือข่าย จัดขึ้นเพื่อระดมความคิดเห็นและหาทางออกต่อวิกฤตความเหลื่อมล้ำด้านที่อยู่อาศัย ที่ส่งผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบางและคนจนเมืองอย่างรุนแรง โดย นางสาวเฉลิมศรี ระดากูล รักษาการแทนผู้อำนวยการ พอช., นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ประธานคณะอนุกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิและเสรีภาพ หน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง และผู้แทนเครือข่ายชุมชนจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ เข้าร่วมกว่า 250 คน ณ ห้องประชุมไพบูลย์วัฒนศิริธรรม สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)

นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผู้แทนรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ร่วมงานดังกล่าวและได้พบปะพี่น้องชุมชน พร้อมทั้งมอบนโยบายในการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยคนจนเมืองโดยได้กล่าวว่า “หัวใจสำคัญของการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนเมืองเริ่มต้นที่ความเข้มแข็งของภาคประชาชน การขับเคลื่อนโครงการที่อยู่อาศัยในชุมชนเมืองให้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนนั้น ต้องเริ่มต้นจาก “คน” โดยเฉพาะชาวชุมชนที่ต้องร่วมกันสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นภายในพื้นที่ของตนเอง ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างความสำเร็จในหลายพื้นที่ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนองค์การมหาชน (พอช.) ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ โครงการบ้านมั่นคงชุมชนริมคลองลาดพร้าว ชุมชนริมคลองเปรมประชากรและในพื้นที่ชุมชนริมทางรถไฟทั่วประเทศ ซึ่งจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดคือ การรวมตัวกันของคนในชุมชนที่มีความพร้อมและมุ่งมั่นที่จะปรับเปลี่ยนคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ซึ่งชาวชุมชนต้องแสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการร่วมลงทุนและจัดระบบระเบียบวิถีชีวิตใหม่ เพื่อสร้างความมั่นคงในการอยู่อาศัยอย่างเป็นรูปธรรม”

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เกิดการยกระดับคุณภาพชีวิตได้จริงนั้น ต้องเริ่มจากความร่วมมือร่วมใจของคนภายในชุมชนเดียวกันก่อนเป็นลำดับแรก การเริ่มต้นที่ตัวบุคคลและพลังของชุมชนคือรากฐานสำคัญที่สุด โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. มีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการเข้าเข้าไปสนับสนุนและผลักดันโครงการต่าง ๆ ให้บรรลุเป้าหมาย เพียงแต่ชุมชนต้องแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความเข้มแข็งในการจัดการตนเองให้ได้เป็นอันดับแรกเพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคงไปด้วยกัน

ด้าน นางสาวเฉลิมศรี ระดากูล รักษาการแทนผู้อำนวยการ พอช. กล่าวว่า “จากข้อมูลการสำรวจของขบวนองค์กรชุมชนเกี่ยวกับสถานการณ์ปัญหาที่อยู่อาศัยในประเทศไทย พบว่าครัวเรือนที่ยังไม่มีความมั่นคงในสิทธิการอยู่อาศัยมีจำนวนสูงถึง 6-7 ล้านครัวเรือน มีชุมชนผู้มีรายได้น้อยทั่วประเทศถึง 6,450 ชุมชน รวม 1,651,689 ครัวเรือน โดยมีผู้เดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัยสูงถึง 791,647 ครัวเรือน (คิดเป็นร้อยละ 47.93) และกรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ที่มีผู้้เดือดร้อนสูงสุดถึง 235,999 ครัวเรือน อีกทั้งยังพบว่ากระบวนทัศน์ในการพัฒนาเมืองทำให้ที่ดินมีราคาสูงเกินกว่ารายได้ประชากรถึง 21 เท่า สถาบันการเงินมีอัตราการปฏิเสธสินเชื่อบ้านสูงถึงร้อยละ 70 ประชาชนจำนวนมากต้องหลุดออกจากระบบการถือครองกรรมสิทธิ์และต้องแบกรับภาระค่าเช่าที่สูงเกินกว่าร้อยละ 30 ของรายได้ โดยบนเวทีเสวนาได้ถอดบทเรียนการจัดการที่อยู่อาศัยในระดับสากลทั้งที่ประเทศอินเดีย อียิปต์ สิงคโปร์ และสหรัฐอเมริกา พร้อมนำเสนอนวัตกรรมการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยคนจนเมือง โดยนำเอาโมเดลที่ประสบความสำเร็จ เช่น โครงการ “ห้องเช่าคนละครึ่ง” ย่านหัวลำโพง ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สสส. และ พอช. โดยผู้เช่าจ่ายร้อยละ 60 และกองทุนสมทบร้อยละ 60 เพื่อจ่ายค่าเช่า และ สะสมเงินออมให้ผู้มีรายได้น้อย รวมถึงโครงการบ้านพูนสุข จ.ปทุมธานี และอาคารสวัสดิการเลียบวารี 79 ที่ใช้บ้านเช่าราคาถูก มาเป็นฐานในการฟื้นฟูศักยภาพและป้องกันการกลายเป็นคนไร้บ้าน ทั้งยังเป็นต้นแบบสวัสดิการที่อยู่อาศัยที่สร้างความเอื้ออาทรและการพึ่งพาตนเองอย่างแท้จริง”

นางสาวเฉลิมศรี ยังกล่าวอีกว่า “อีกหนึ่งโมเดลความสำเร็จที่โดดเด่นคือโครงการ “บ้านมั่นคง” ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าการให้เจ้าของปัญหามีส่วนร่วมตั้งแต่การคิด ออกแบบ และรวมกลุ่ม จะช่วยให้การแก้ปัญหามีความเป็นไปได้สูงและยั่งยืนกว่า ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดคือ ศักยภาพของแกนนำชุมชนที่เพิ่มขึ้น การรวมกลุ่มที่เข้มแข็งจนสามารถต่อยอดไปสู่การดูแลกลุ่มเปราะบาง การสร้างอาชีพ การจัดการสิ่งแวดล้อม และการดูแลสุขภาพของสมาชิกในชุมชน ซึ่งทิศทางสำคัญในการพัฒนาไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการสร้างบ้านพักอาศัยเท่านั้น แต่ใช้มิติด้านที่อยู่อาศัยเป็นเครื่องมือในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนและการพัฒนาองค์กรคนรุ่นใหม่ โดยยึดหลักการพัฒนาที่ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ซึ่งหากชุมชนมีความมั่นคงในที่อยู่อาศัยแล้ว จะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตในด้านอื่น ๆ ได้อย่างครอบคลุม”

ในการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย พอช. เตรียมเสนอต่อฝ่ายบริหารและวุฒิสภาให้มีการประกาศแนวทางการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยที่ชัดเจน โดยให้ผู้ที่เดือดร้อนเป็นผู้ลงมือแก้ปัญหาด้วยตัวเองผ่านการสนับสนุนจากเครือข่ายภาคีและท้องถิ่น พร้อมทั้งเสนอให้มีการกระจายอำนาจและเพิ่มบทบาทให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อาทิ เทศบาล และ กทม. เข้ามาเป็นเจ้าภาพหลักในการจัดการปัญหาในพื้นที่ของตนเอง นอกจากนี้ ยังมีการเสนอให้ทบทวนแผนที่อยู่อาศัย 20 ปี โดยผลักดันให้เกิด “แผนที่อยู่อาศัยระดับจังหวัด” ที่มาจากการสำรวจข้อมูลโดยขบวนองค์กรชุมชน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาสอดคล้องกับสภาพข้อเท็จจริงและมีความหลากหลายตามความต้องการของแต่ละพื้นที่