สนจ. ชู “Blood Buddie” กู้วิกฤตเลือดไทยเสี่ยงขาดแคลน เปิดระบบคู่หู ดึง Gen Z เติมเลือดใหม่ทะลุร้อยละ 10

0
75101

สมาคมนิสิตเก่าจุฬาฯ (สนจ.) ผนึกกำลัง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และภาคีเครือข่าย เปิดตัวแพลตฟอร์มใหม่ “Blood Buddie” ภายใต้แนวคิด “คู่หูเติมเลือดใหม่        ช่วยคนไทยไม่ขาดเลือด” ขนกองทัพศิลปินกระหึ่มสยามชวนแฟนคลับจับคู่บัดดี้ บริจาคเลือดแบบแพ็คคู่ หวังดันเลือดคนรุ่นใหม่ 17-22 ปี ขยับพุ่งสูงขึ้นเกินร้อยละ 10

จากสถานการณ์โครงสร้างประชากรไทยที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบการบริจาคโลหิตของประเทศ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า ในปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีโลหิตบริจาคเข้าสู่ระบบประมาณ 2.9 ล้านยูนิตต่อปีจากผู้บริจาคทุกช่วงวัยรวมราว 1.6 ล้านคน อย่างไรก็ตาม ผู้บริจาคในกลุ่มอายุ 17–22 ปี ซึ่งเป็นกลุ่ม Gen Z มีเพียงประมาณ 160,000 คน หรือคิดเป็นเพียง ร้อยละ 10 ของผู้บริจาคทั้งหมด และมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังสถานการณ์โควิด-19 ขณะที่ผู้บริจาคกลุ่ม Baby Boomer จำเป็นต้องทยอยออกจากระบบเนื่องจากครบเกณฑ์อายุและข้อจำกัดด้านสุขภาพ ส่งผลให้ระบบโลหิตของประเทศเสี่ยงต่อภาวะขาดแคลนระยะยาว หากไม่สามารถนำพาคนรุ่นใหม่เข้าสู่ระบบได้อย่างเป็นรูปธรรม

ล่าสุด เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 ณ ลานกิจกรรม Block I สยามสแควร์ สมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (สนจ.) ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยสำนักบริหารกิจการนิสิต และ PMCU ได้จัดพิธีเปิดโครงการ เลือดชมพู CU Blood ประจำปี 2569 พร้อมเปิดตัวแพลตฟอร์ม “Blood Buddie” เพื่อทดลองแนวทางใหม่ในการสนับสนุนภารกิจจัดหาโลหิตของประเทศ โดยในช่วงบ่ายมีการจัดกิจกรรมพิเศษ “CU POP Bus Grab & Go” จับคู่ศิลปินกับแฟนคลับขึ้นรถไปบริจาคโลหิตและให้กำลังใจกันที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ถนนอังรีดูนังต์ ก่อนปิดท้ายด้วยคอนเสิร์ตใหญ่ในช่วงเย็นจากศิลปิน 9 กลุ่มได้แก่ The 3rd Year Band, Building A Project, Kirin Entertainment, Shine Boys, Tia Music + Tia51, KOG, A(ir) Moment, MOFO และ Sway The Series พร้อมการแสดงชุดพิเศษจาก Chula Colorguard, CU Cheerleader, จุฬาฯ คทากร และ CU POM POM ท่ามกลางบรรยากาศสุดคึกคักและผู้ร่วมงานนับพันคน

ดร.ณัฐพล รังสิตพล นายกสมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (สนจ.)​ และปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม  กล่าวว่า สนจ. สนับสนุนโครงการ CU Blood มาอย่างต่อเนื่องกว่า 12 ปี เพราะเชื่อว่านี่ไม่ใช่เพียงกิจกรรมรับบริจาคโลหิต แต่เป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงนิสิตรุ่นใหม่เข้ากับความรับผิดชอบต่อสังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม เมื่อบริบทสังคมและพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไป รูปแบบการทำงานก็จำเป็นต้องปรับตามความเป็นจริง

“ในสมัยของพวกเรา การบริจาคโลหิตเป็นเรื่องปกติ บางช่วงเวลาก็เป็นเหมือนแฟชั่นของนิสิตด้วยซ้ำ แต่ใน พ.ศ.นี้ เรื่องเดียวกันกลับกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่ใช่เพราะคนรุ่นใหม่ไม่อยากช่วย แต่เพราะวิถีชีวิต ความกังวล และบริบทของสังคมเปลี่ยนไป วิธีการอาจปรับเปลี่ยนได้ตามยุคสมัย แต่เป้าหมายต้องอยู่ตำแหน่งเดิม คือการสนับสนุนภารกิจของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สนจ.จึงยินดีทำหน้าที่เป็น Sandbox เปิดพื้นที่ให้น้องนิสิตได้คิด ทดลอง และพัฒนาแนวทางใหม่ ๆ โดยมีพี่นิสิตเก่าคอยดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรับผิดชอบ และไม่หลุดจากเป้าหมายหลักของประเทศ”

ขณะที่ รองศาสตราจารย์ ดร.สุกัญญา สมไพบูลย์ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า โครงการ CU Blood ในปีนี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของนิสิต Gen Z ที่มีความคิด ความเข้าใจสังคม และกล้าที่จะออกแบบวิธีการทำงานในแบบของตนเอง

“CU Blood เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจมาก เพราะเป็นโครงการที่ไม่หยุดอยู่กับรูปแบบเดิม แต่กล้าปรับตัว กล้าฟัง และกล้าปล่อยให้นิสิตรุ่นใหม่ ออกแบบวิธีการทำงานในแบบที่เข้าใจตัวเองและเพื่อนของเขา นี่จึงไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ของนิสิต แต่เป็นพื้นที่ที่คนหลายวัยได้ทำงานร่วมกันจริง น้องนิสิตได้นำความเข้าใจคนรุ่นเดียวกันมาขับเคลื่อนงาน ขณะที่พี่นิสิตเก่าหลายท่านอยู่คู่สังคมไทยมายาวนาน และเป็น Legacy ของประเทศ ได้นำประสบการณ์ ความรอบคอบ และมุมมองเชิงระบบเข้ามาช่วยประคับประคองน้อง ๆ การทำงานในลักษณะนี้ ไม่ใช่แค่การถ่ายทอดความรู้ แต่เป็นกระบวนการเตรียมคนรุ่นใหม่ให้พร้อมออกสู่โลกจริงอย่างแข็งแรง การได้ฝึกทำกับพี่ ๆ ตัวจริงจะเป็นประสบการณ์อันทรงคุณค่าของน้อง ๆ นี่คือ ทุนมนุษย์ ที่จุฬาฯ มีอยู่ และเป็นทุนที่ทุกฝ่ายนำมาใช้ด้วยความเต็มใจ เพื่อสร้างคนให้กับสังคมไทย”



ด้าน นายสุรวี หวานยิ่ง (น้ำขิง) นิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ ชั้นปีที่ 3 แกนนำกลุ่ม Chula Colorguard ในฐานะประธานโครงการ CU Blood ประจำปี 2569 กล่าวว่า ในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา โครงการ CU Blood ประสบปัญหาการจัดหาโลหิตเข้าสู่ระบบไม่ถึงเป้าหมาย ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจากศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติที่ชี้ว่าคนรุ่นใหม่ยังไม่เข้าสู่ระบบอย่างเพียงพอ ไม่ใช่เพราะไม่อยากช่วย แต่เพราะความกลัว ความไม่มั่นใจ และการไม่อยากเริ่มต้นเพียงลำพัง

“เราไม่ได้ถามว่าวันนี้คุณให้เลือดได้ไหม แต่เราถามว่าคุณอยากเริ่มในบทบาทไหน เพราะเราพบว่าคนรุ่นใหม่จำนวนมากอยากช่วย แต่ยังไม่พร้อมให้ในทันที Blood Buddie จึงถูกออกแบบให้มี 2 สถานะ คือ Donor และ Buddie เพื่อไม่ปิดประตูใส่คนที่ยังไม่พร้อม ให้เขาได้อยู่ใกล้ เห็นคนอื่นไป มีเพื่อนไปด้วยกัน แล้วค่อย ๆ กล้าให้ในวันที่รู้สึกมั่นใจ เราเชื่อว่าการเปลี่ยน Buddie ให้กลายเป็น Donor อย่างต่อเนื่อง คือกุญแจสำคัญในการเพิ่มฐานผู้บริจาคโลหิตของประเทศ และยังช่วยสร้างการกลับมาบริจาคซ้ำในระยะยาว ผ่านระบบกิจกรรมและรางวัลเชิงสัญลักษณ์ที่ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วม ถ้าวันนี้คุณยังเป็น Buddieอยากให้รู้ว่าคุณสำคัญต่อระบบนี้ไม่แพ้ Donor เพราะ Donor ทุกคน ล้วนเริ่มต้นจากการมี Buddie อยู่ข้าง ๆ มาก่อน”

Blood Buddie “ยิ่งแมตช์ ยิ่งได้ ด้วยกัน” เป็นต้นแบบของการออกแบบแพลตฟอร์มให้เป็น  คอมมูนิตี้เพื่อสังคมยุคใหม่ ที่ไม่ว่าคุณจะอยู่ในบทบาทใด ก็มีส่วนร่วมเป็น “คู่หูเติมเลือดใหม่ ช่วยคนไทยไม่ขาดเลือด” ให้ระบบโลหิตของประเทศได้แล้วตั้งแต่วันนี้ เข้าร่วมง่าย ๆ เพียงสแกน QR Code หรือแอดเฟรนด์ LINE Official Account “Blood Buddie” หรือคลิกที่ลิงค์นี้ https://line.me/R/ti/p/@569ggyqn และติดตามรับชม Sway The Series ตอนพิเศษ “Blood Buddie แมตช์นี้…เพื่อเธอ” ได้ทาง Youtube Channel “Chula Alumni” ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป