สถานการณ์น้ำ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีปริมาณน้ำต้นทุนอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างน้อย กรมชลประทาน คงการระบายน้ำในอัตรา 80 ลบ.ม./วินาที เพื่อรักษาเสถียรภาพของลำน้ำ รวมทั้งผลักดันความเค็มด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาจนถึงปากอ่าวไทย ไม่ให้เกินเกณฑ์ควบคุม
ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาว่า
ปัจจุบัน 4 เขื่อนหลัก ซึ่งเป็นแหล่งน้ำต้นทุนของลุ่มน้ำเจ้าพระยา(เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 11,451 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 46 ของความจุอ่างฯ มีปริมาณน้ำใช้การได้รวม ประมาณ 4,755ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 26 ของความจุอ่างฯ

สำหรับค่าความเค็มในแม่น้ำ 4 สายหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา ยังอยู่ในเกณฑ์ควบคุม ซึ่งมีการเฝ้าระวังสถานีที่สำคัญ (วัด ณ เวลา 7.00 น. เช้านี้)ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา ที่สถานีประปาสำแล วัดได้ 0.18 กรัมต่อลิตร (เกณฑ์เฝ้าระวัง 0.25 กรัมต่อลิตร มาตรฐานเพื่อการผลิตน้ำประปาไม่เกิน 0.50 กรัมต่อลิตร) , แม่น้ำปราจีน-บางปะกง ที่สถานีปราจีนบุรี วัดได้ 0.11 กรัมต่อลิตร (เกณฑ์เฝ้าระวังเพื่อการเกษตรไม่เกิน 2 กรัมต่อลิตร) , แม่น้ำท่าจีน ที่สถานีปากคลองจินดา วัดได้ 0.27 กรัมต่อลิตร (เกณฑ์เฝ้าระวังสำหรับกล้วยไม้ 0.75 กรัมต่อลิตร เกณฑ์เฝ้าระวังเพื่อการเกษตรไม่เกิน 2 กรัมต่อลิตร) และแม่น้ำแม่กลอง ที่สถานีปากคลองดำเนินสะดวก วัดได้ 0.17 กรัมต่อลิตร (เกณฑ์เฝ้าระวังสำหรับกล้วยไม้
0.75 กรัมต่อลิตร เกณฑ์เฝ้าระวังเพื่อการเกษตรไม่เกิน 2 กรัมต่อลิตร) ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้คงอัตราการระบายน้ำด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาในเกณฑ์ 80 ลบ.ม./วินาที เพื่อเป็นการรักษาระบบนิเวศ และเสถียรภาพของลำน้ำ ลำคลอง รวมทั้งผลักดันความเค็มในแม่น้ำสายหลัก พร้อมเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้ การระบายน้ำและการบริการจัดการน้ำของกรมชลประทาน จะดำเนินการให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน และแผนการจัดสรรน้ำที่ได้วางไว้อย่างเคร่งครัด ซึ่งจะรายงานข้อเท็จจริงให้ประชาชนรับทราบถึงสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง ต้องขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนใช้น้ำตามแผนที่ได้วางไว้ รวมทั้งร่วมกันรณรงค์ให้มีการใช้น้ำอย่างประหยัด และคุ้มค่ามากที่สุด เพื่อลดความเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำในอนาคต

























